[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
เมนูหลัก
ค้นหาจาก google
เฟสบุ๊คโรงเรียน
ห้องเรียนแห่งคุณภาพ (DLIT Classroom)
ห้องเรียนออนไลน์



SPM23
พยากรณ์อากาศ
 
เว็บอื่นที่น่าสนใจ

ข่าวเด่นประจำวัน
AIPA2019
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 82 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน

 
  

  หมวดหมู่ : บทความทางวิชาการ
เรื่อง : รู้เรื่อง เมืองอากาศ \"โย้ย มาจากไหน\"
โดย : admin
เข้าชม : 2112
อังคาร ที่ 12 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2556 ปักหมุดและแบ่งปัน
     

ความเป็นมาของชาวไทโย้ย
                ไทโย้ย เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประวัติความเป็นมาของการอพยพมาจากบ้านฮ้อมท้าวฮูเซ ประเทศลาว ในรัชสมัยรัชกาลที่ 2  สาเหตุของการอพยพ เนื่องจากต้องการแสวงหาพื้นที่ทำมาหากินและอพยพมาด้วยความสมัครใจไม่ได้ถูกกวาดต้อนหรือขับไล่ (1) โดยได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงมาอาศัยบริเวณลุ่มแม่น้ำสงครามและแม่น้ำยาม ตามลำดับและได้ตั้งถิ่นฐานที่บริเวณที่เรียกว่าบ้านม่วงริมยาม ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภออากาศอำนวย และอีกส่วนหนึ่งได้อพยพต่อไปทางทิศตะวันตกของอำเภออากาศอำนวยเข้าไปอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอวานรนิวาส  ชาวโย้ยได้เข้ามาอาศัยในบ้านม่วงริมยาม ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดสกลนครและจังหวัดนครพนม (สาเหตุที่เรียก บ้านม่วงริมยาม ก็เพราะมีแม่น้ำยามไหลผ่าน) บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการทำการเพาะปลูกจึงส่งผลให้มีราษฎรจากต่างถิ่นอพยพเข้ามาสร้างหลักปักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ การอาศัยแม่น้ำเป็นเส้นทางการคมนาคมจึงทำให้ชาวไทโย้ยสามารถเลือกทำเลตั้งถิ่นฐานได้เพราะลำน้ำยามเชื่มต่อกับบแม่น้ำโขงสิ่งหนึ่งที่พอจะสันนิษฐานว่าชาวไทโย้ยที่อพยพเข้ามาจึงไม่ถูกกีดกันจากฝ่ายไทย อาจเป็นเพราะขณะนั้นพลเมืองไทยยังมีน้อย การได้คนมาเพื่อเป็นแรงงานในการพัฒนาบ้านเมืองจึงอาจเป็นสิ่งที่ต้องการ และอีกประการหนึ่งอาจเป็นเพราะในสมัยรัชกาลที่ 2 นั้นดินแดนประเทศลาวเป็นเขตการปกครองของไทย การเคลื่อนย้ายจึงทำได้สะดวกดังจะเห็นได้จากหลักฐานปรากฏ ซึ่งรัชกาลที่ 2 ได้ทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองครองเวียงจันทน์
                “...ครั้นถึงปีชวด  จุลศักราช  1166  พุทธศักราช 2357  พระเจ้าเชษฐา  เจ้าเมืองเวียงจันทน์ถึงแก่พิราลัย  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เจ้าอนุวงศ์ขึ้นครองราชย์กรุงเวียงจันทน์สืบมา..”
                ต่อมาในปี พ.ศ.2370   ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์เจ้าเมืองเวียงจันทน์คิดกบฏทำศึกสาเหตุเพราะต้องการแยกตัวออกเป็นอิสระจากไทย กองทัพจากกรุงเทพฯยกขึ้นไปปราบ เข้าตีทัพเจ้าเมืองอนุวงศ์แตกยึดเมืองเวียงจันทน์ได้ เจ้าอนุวงศ์หนีไปอยู่ที่เมืองมหาชัยกองแก้ว โดยนำตัวพระบรมราชา (ม้ง) เจ้าเมืองนครพนมไปด้วย ในปี พ.ศ. 2357 กองทัพพระยาราชสุภาวดียกติดตามไปตีเมืองมหาชัยกองแก้ว เจ้าเมืองหนีไปเมืองญวน และถึงแก่กรรมที่เมืองญวน(2)
..................................................
( 1 ) ดำรงรานุภาพ,สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยา. นิทานโบราณคดี หน้า 342 – 347
( 2 ) สุรัตน์  วรางรัตน์ ไทยศึกษา หน้า 58

                ในระหว่างที่เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ก่อการกบฏ จากข้อความในสารตราตั้งเมืองอากาศอำนวยดังกล่าวมาแล้ว เชื่อว่าชนกลุ่มชาติพันธุ์โย้ยส่วนหนึ่งได้เคยตั้งบ้านมืองอยู่ไม่ห่างจากแม่น้ำโขงมากนัก เช่นเดียวกับชาวย้อซึ่งตั้งถิ่นฐานที่เมืองไชยสุตอุตตบุรี เมืองไชยบุรีในเวลาต่อมาและผู้นเหล่านี้ถูกเจ้าอนุวงค์กวาดต้อนกลับไปทางฝั่งซ้ายอีกครั้งหนึ่ง   เมื่อมีการเกลี้ยกล่อมผู้คนอีกครั้งหนึ่ง หลัง พ.ศ.2380เป็นต้นมาจึงปรากฏว่ามีผู้คนจากเมืองต่างๆ เช่น เมืองหอมท้าว อัตปือสุวรรณเขต ท่าแขก โดยเฉพาะเมืองหอมท้าวได้มีผู้นำชื่อท้าวเพีย ติวซอย (1) นอกจากนี้ยังปรากฏชื่อผู้นำอีกบางคนเช่นท้าวสีสุราช  ท้าวจันทนาม ท้าวนามโคตร ได้นำไพร่พลกลุ่มนี้มีจำนวนมากถึงสองพันสามร้อยสามสิบเก้าคน พากันอพยบข้ามแม่น้ำโขงเข้าเลือกหลักแหล่ง เพื่อตั้งบ้านเรือนทำมาหากิน ในจำนวนนั้นมีท้าวเพียคนหนึ่งได้อพยบไปอยู่ฝั่งโขงและไม่ได้ปฎิบัติตามทำเนียมที่เคยปฎิบัติ ท้าวเพียรู้สึกถึงความผิดและโทษของตนจึงได้อพยบถึงครอบครัวกลับมบ้านม่วงริมยามอย่างเดิม การตั้งหลักแหล่งที่บริเวณบ้านม่วงริมยามนี้ถือว่าอยู่ในเขตแดนเมืองสกลนคร ตามข้อความในสารตราตั้งเมืองสกลนคร พ.ศ.2380 ตอนหนึ่งกล่าวว่า“....ได้จัดแจงแบ่งปันเขตแดนเมืองสกลนคร ข้างตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่บ้านนามน  บ้านกุดสะมาลย์ บ่อสระอือ บ้านบาตรตัดไปริมฝั่งอูนข้างเหนือ ตั้งแต่ปากน้ำยามข้างเหนือไปบ้านพระหัวพันนา ข้นไปปรายน้ำห้วยสงครามข้างใต้เป็นเขตแดนเมืองสกลนคร..” หลังจากนั้นไม่นานนักเกิดความผันผวนในกลุ่มชาวโย้ยที่ไม่ยอมสมัครใจอยู่กับพระยาประจันตประเทศธานีพระสุนทรราชวงศา จึงได้แจ้งความมาถึงลูกขุนศาลาในกรุงเทพฯกล่าวว่าท้าวสีสุราชและท้าวเพียทั้งปวงสมัครมาทำราชการขึ้นกับเมืองนครพนม พระสุนทรราชวงศาได้กล่าวร้องขอชำระเอาครอบครัวพวกท้าวเพีย ติวซอย  ท้าวสีสุราช  มาตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ บ้านม่วงริมยาม ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองไชยบุรี  เมืองท่าอุเทน  เมืองสกลนครต่อกับเมืองนครพนม  จำนวนผู้คนเมื่อครั้งตั้งเมือง มีพระสงฆ์  สามเณร คนชรา คนพิการ 109 คน ชายฉกรรจ์  240 คน รวมทั้งหญิงชายใหญ่น้อยจำนวน 2,339  คน  พระสุนทรราชวงศา จึงขอยกบ้านม่วงริมยามเป็นเมือง  ขอท้าวสีสุราชเป็นเจ้าเมือง  ท้าวจันทนามเป็นราชวงศ์  ท้าวนามโคตรเป็นราชบุตร(3)
..........................................................................................
(1)กองจดหมาย้หตุแห่งชาติ จดหมายเหตุ ร. 4 สารตราตั้งเมืองนครพนม เรื่องตั้งเมืองอากาศอำนวย  จ.ศ. 1215 (พ.ศ. 2396)  เลขที่  31.
(2)อ้างอิงจากธวัช  บุญโนทกอิสาน : อดีต  ปัจจุบันและอนาคต  กล่าวว่า ก่อนการปกครองหัวเมืองขึ้น  ภาคอิสานปกครองด้วยระบบอาญาสี่  คือ เจ้าเมือง อุปราช  ราชวงศ์ และราชบุตร มีท้าวเพียเป็นขุนนางขั้นรองๆ แบ่งส่วนราชการออกเป็นแขวง ตาแสง(ตำบล) และบ้าน
(3)กองจดหมายเหตุแห่งชาติ.สารตราถึงเมืองสกลนคร เรื่อง เมืองอากาศอำนวย จ.ศ.1215(พ.ศ.2396) เลขที่ 65
ซึ่งในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านม่วงริมยามขึ้นเป็นอากาศอำนวยและโปรดเกล้าฯแต่งตั้งท้าวสีสุราชเป็นหลวงพลานุกูล  ท้าวจันทนามเป็นอัครวงศ์  ท้าวนามโคตรเป็น วรบุตร พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องยศตามตำแหน่ง เมื่อ จ.ศ. 1215 พ.ศ.2396(1)  เมื่อได้ทรงประกาศตั้งเมืองอากาศอำนวยขึ้นแล้ว ได้ทรงมีสารตราถึงเมืองต่างๆให้จัดแบ่งเขตแดนให้แก่หลวงพลานุกูล ตั้งเมืองให้ไพร่พลทำมาหากิน เช่น  เมืองหนองหาน เมืองสกลนคร  เมืองไชยบุรี  พร้อมทั้งรายงานเขตแดนให้กรุงเทพฯทราบ โดยเฉพาะปัญหาการแยกไพร่พลไม่ขึ้นต่อเมืองสกลนคร นับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เมืองสกลนครเสียผลประโยชน์จากรายได้แรงงานและเงินส่วย  อาจก่อปัญหากระทบกระทั่วเขตแดนขึ้นได้  เจ้าพระยาจักรี  สมุหนายก  จึงได้มีสารตราถึงพระยาประจันตประเทศธานี  เจ้าเมืองคนต่อมา  ตลอดจนอุปฮาด ราชวงศ์  ราชบุตร  เมืองสกลนคร ขออย่าให้อาลัยอาวรณ์ในเขตแขวงซึ่งต้องแบ่งปันไปเลยและขอให้ช่วยทำนุบำรุงหลวงพลานุกูลอย่างที่เคยเป็นมา (2) ถ้าพิจารณาข้อมูลแล้วจะเห็นได้ว่าเมืองอากาศอำนวยในช่วงแรกที่บ้านม่วงริมยามได้มีการยื้อแย่งผู้คนกันระหว่างเจ้ามเมืองนครพนมและเจ้าเมืองสกลนคร โดยมีข้ออ้างสำคัญคือ ความต้องการของท้าวเพียไพร่พลเป็นสำคัญ  ส่วนเหตุผลในการขอตั้งบ้านเมืองนั้น เจ้าเมืองผู้ขอพระราชทานตั้งเมืองจะรายงานว่า  มีผู้คนจำนวนมาก พื้นที่ตั้งเมืองมีทำเลกว้างขวาง มีที่นาทำมาหากินบริบูรณ์ ไม่อยู่ใกล้ชิดเขตแดนเมืองหนึ่งเมืองใดมากเกินไป โดยเฉพาะบ้านม่วงริมยามนั้นเหมาะที่จะตั้งเมืองเพราะตั้งอยู่ระหว่างเมือง 3  เมือง  ระยะทางไม่ห่างจากกันมากนัก  คือ ไปเมืองไชยบุรี ทาง 3 คืน จะไปเมืองท่าอุเทน ทาง 3 คืน และจะมาเมืองนครพนม ทาง 4 คืน ซึ่งก็ปรากฏว่าแม้จะมีการขอตั้งเมืองต่างๆขึ้นมาด้วยเหตุผลต่างๆแต่พบว่าชาวโย้ยส่วนหนึ่งเกิดการเคลื่อนย้ายออกจากเมืองอากาศอำนวย เพื่อหาแหล่งทำมาหากินในพื้นที่ที่เหมาะสมกว่า จึงทำให้ประชากรลดลงตามลำดับ  ในขณะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีสารตราส่งไปยังเมืองต่างๆเพื่อให้มีการควบคุมดูแลหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ดังมีข้อความปรากฏดังนี้
................................................................
(1)  กองจดหมายเหตุแห่งชาติ.สารตราถึงเมืองสกลนคร เรื่อง เมืองอากาศอำนวย จ.ศ.1215(พ.ศ.2396) เลขที่ 65
(2)  กองจดหมายเหตุแห่งชาติ จดหมายเหตุ ร. 4 สารตราตั้งเมืองนครพนม เรื่องตั้งเมืองอากาศอำนวย  จ.ศ. 1215 (พ.ศ. 2396)  เลขที่  31.
 
                “...นายไพร่ยกครอบครัวอยู่กับหัวเมืองใด  ยกให้อยู่ทำราชการขึ้นอยู่กับหัวเมืองนั้น ถ้าหัวเมืองบ่าวไพร่มาก  ควรจะตั้งเป็นเมือง ก็ให้จัดแจงตั้งเป็นเมืองและให้ทำราชการกับหัวเมืองใหญ่ดังแจ้งอยู่แล้ว..”(1)
                การบริหารราชการเมืองอากาศอำนวย  รัชกาลที่ 4  ทรงมีสารตราและกำหนดให้มีการบริหารงานโดยให้มีการแต่งตั้งท้าวเพียไว้ให้ครบตามตำแหน่งหัวเมืองทั้งปวง  เพื่อจะให้ได้ช่วยกันรักษาบ้านเมือง ครอบครัวไพร่ให้อยู่เป็นสุข  กรณีเกิดมีเรื่องราวฟ้องร้องกันให้ตัดสินให้สำเร็จตามกฎหมายอย่างธรรมเนียมบ้านเมือง  ดังสืบมาแต่ก่อนและให้ชาวบ้านทำนุบำรุงหลวงพลานุกูลอย่างที่เคยเป็นมา  (2)  
                ในปี พ.ศ. 2402  ทางกรุงเทพฯได้มีใบบอกให้หัวเมืองลาว ภาคตะวันออก  ส่งส่วยกระบือแทนผลร่วมเมืองอากาศอำนวย 35  ตัว
                ในรัชกาลที่ 5  เหตุการณ์เมืองญวนไม่สงบ  พวกญวนเข้ามาสร้างความเดือดร้อนอยู่เนืองๆ พรองค์ได้แต่งตั้งข้าราชการดูแลเมืองต่างๆ ป้องกันรักษาด่านไม่ให้ญวนเข้ามา เช่น ให้ราชบุตร(เหม็น) เป็นพระภูวดลบริรักษ์ ยกบ้านโพหวาเป็นเมืองภูวดลสองอยู่ฟากโขง  ฝั่งซ้ายริมแม่น้ำเซบั้งไฟ  โดยให้ขึ้นกับแขวงเมืองสกลนคร  และแต่งตั้งให้ท้าวเทพกัลยาหัวหน้าไทโย้ยเป็นพระสิทธิศักดิ์ประสิทธิ์เป็นเจ้าเมือง  ยกบ้านโพนสว่างหาดยาวริมน้ำปลาหางเป็นเมืองสว่างแดนดิน  ขึ้นกับแขวงเมืองสกลนคร  ในสมัยนี้มีชาวไทโย้ยเข้ามาบริหารบ้านเมือง
                ต่อมาในปี พ.ศ. 2415  พระยาประจันตประเทศธานี เจ้าเมืองสกลนคร มีใบบอกขอแต่งตั้งตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้ว่าราชการ  ด้วยเมืองสกลนครมีเมืองขึ้นถึง  6  เมือง  ราชการมีมากขอให้ท้าวโง่นคำบุตรราชวงศ์(อิน) คนเก่า รับราชการตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าราชการเมืองมีตำแหน่งหนึ่ง   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  โปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ท้าวโง่นคำเป็นพระศรีสกุลวงศ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสกลนครและต่อมาปี พ.ศ. 2458  ได้มีการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองใหม่เทศาภิบาลมณฑลอุดรธานี  ได้มาตรวจราชการที่อำเภออากาศอำนวย  เห็นว่า  การคมนาคมและการติดต่อไปมากับจังหวัดนครพนมไม่สะดวก  เพราะอำเภออากาศอำนวยอยู่ห่างจากจังหวัดมาก  จึงได้ขอเสนอแบ่งเขตการปกครองใหม่โดยยุบอำเภออากาศอำนวยเป็นตำบลอากาศ  แล้วขึ้นต่อการปกครองของอำเภอวานรนิวาส  จังหวัดสกลนคร
...................................................................
(1)  กองจดหมายเหตุแห่งชาติ.สารตราถึงเมืองสกลนคร เรื่อง เมืองอากาศอำนวย จ.ศ.1215(พ.ศ.2396) เลขที่ 65
(2) กองจดหมายเหตุแห่งชาติ.จดหมายเหตุ ร. 4  เล่ม 2 ตอน 1-2  จ.ศ.1215-1216(พ.ศ.2396-2397) เล่ม 65 เรื่องที่ 4  เรื่องถึงเมืองหนองหาน เมืองไชยบุรี ให้จัดแจงแบ่งให้เมืองอากาศอำนวยโดยสมควร
                การยุบอำเภออากาศอำนวยช่วงนั้นถือว่าเป็นช่วงที่สำคัญที่มีชุมชนหนาแน่นในตอนปากน้ำสงครามและมีความพยายามที่จะตั้งเป็นอำเภอหรือกิ่งอำเภอและยังไม่สามารถหาชื่อกิ่งอำเภอได้เหมาะสม ดังจะเห็นว่า ได้มีการรวบรวมผู้คนจากตำบล  7  ตำบล คือ  บ้านแพง  บ้านแวง  นาทม  บ้านข่า  บ้านเดื่อ   บ้านาหว้า  และบ้านสามผง  ขอตั้งเป็นกิ่งอำเภอขึ้นที่บ้านสามผง โดยใช้ชื่อว่ากิ่งอำเภออากาศอำนวย ในปี  พ.ศ. 2469   แต่กิ่งอำเภอแห่งนี้มีปัญหาน้ำท่วมที่ว่าการกิ่งอำเภอในฤดูน้ำหลาก  ทางราชการจึงสถานที่ตั้งกิ่งอำเภออากาศอำนวยแห่งใหม่ที่บ้านเวินชัย ซึ่งอยู่ใกล้ลำน้ำสงคราม แต่มีปัญหาเช่นเดียวกันกับที่บ้านสามผง  ในที่สุดก็ย้ายมาตั้งกิ่งอำเภอที่บ้านท่าบ่อ  ซึ่งตั้งอยู่ที่ปากน้ำสงครามบรรจบลำน้ำยาม ในบริเวณแห่งนี้ถึงแม้ว่าจะอุดมสมบูรณ์ด้วยปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ แต่ปัญหาน้ำท่วมบริเวณที่ทำการสำคัญๆ ของรัฐบาลในฤดูน้ำหลาก ทำให้ไม่สะดวกในการติดต่อราชการของราษฎร  จึงได้มีการยุบกิ่งอำเภออากาศอำนวยที่บ้านท่าบ่อเสียและตั้งกิ่งอำเภอแห่งใหม่ขึ้นที่บ้านศรีสงคราม ไม่ห่างจากบ้านท่าบ่อมากนัก ใน  พ.ศ. 2496 (1)
                หลังจากนั้นมาอีก  10  ปี ในปี พ.ศ. 2506   จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้มาตรวจราชการที่ภาคอีสาน  ได้พิจารณาเห็นว่าราษฎรใน  4  ตำบลคือ วาใหญ่  อากาศ  โพนแพง  โพนงาม  อยู่ห่างไกลจากอำเภอวานรนิวาส  การติดต่อกับอำเภอไม่สะดวก ประกอบกับปัญหามีผู้ก่อการร้ายแทรกซึม จึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภออากาศอำนวย  ขึ้นกับอำเภอวานรนิวาส  เมื่อวันที่  15  พฤษภาคม  พ.ศ. 2506  จนถึงวันที่  2  กรกฎาคม  พ.ศ. 2508  จึงได้รับการยกระดับขึ้นเป็นอำเภออากาศอำนวยจนถึงปัจจุบัน (2)
 ..........................................
(1)  ปูมเมืองสกลนคร  เนื่องในโอกาสฉลอง  150  ปี  เมืองสกลนคร  17  สิงหาคม  2531  หน้า  20
(2)  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร  ประวัติจังหวัดสกลนคร  หน้า  45





5 stars เฉลี่ย : 5 จาก 1 ครั้ง.

บทความทางวิชาการ5 อันดับล่าสุด

      100 อันดับโรงเรียนที่ดีที่สุดในภาคอีสาน ปี 2556 26/ธ.ค./2556
      สุดยอดวิดีโอยอดนิยมประจำปีนี้ทั้ง 10 อันดับ 15/ธ.ค./2556
      10 บุคคลสำคัญของโลก 15/พ.ย./2556
      ยุคของคอมพิวเตอร์ 14/ก.ย./2556
      วันวิทยาศาสตร์มีความเป็นมาอย่างไร 15/ส.ค./2556




ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ krutawee07@gmail.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

Based on : Maxsite1.10 Modified to ATOMYMAXSITE 2.5
โรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา
สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23 E-mail: akatmaster@gmail.com
Based on : Maxsite1.10 Modified to ATOMYMAXSITE 2.5