[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
เมนูหลัก
ค้นหาจาก google
เฟสบุ๊คโรงเรียน
ห้องเรียนแห่งคุณภาพ (DLIT Classroom)
ห้องเรียนออนไลน์



SPM23
พยากรณ์อากาศ
 
เว็บอื่นที่น่าสนใจ

ข่าวเด่นประจำวัน
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 79 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน

  

  หมวดหมู่ : บทความทางวิชาการ
เรื่อง : รู้เรื่อง เมืองอากาศ \"โย้ย มาจากไหน\"
โดย : admin
เข้าชม : 1683
อังคาร ที่ 12 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2556 ปักหมุดและแบ่งปัน
     

ความเป็นมาของชาวไทโย้ย
                ไทโย้ย เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประวัติความเป็นมาของการอพยพมาจากบ้านฮ้อมท้าวฮูเซ ประเทศลาว ในรัชสมัยรัชกาลที่ 2  สาเหตุของการอพยพ เนื่องจากต้องการแสวงหาพื้นที่ทำมาหากินและอพยพมาด้วยความสมัครใจไม่ได้ถูกกวาดต้อนหรือขับไล่ (1) โดยได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงมาอาศัยบริเวณลุ่มแม่น้ำสงครามและแม่น้ำยาม ตามลำดับและได้ตั้งถิ่นฐานที่บริเวณที่เรียกว่าบ้านม่วงริมยาม ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภออากาศอำนวย และอีกส่วนหนึ่งได้อพยพต่อไปทางทิศตะวันตกของอำเภออากาศอำนวยเข้าไปอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอวานรนิวาส  ชาวโย้ยได้เข้ามาอาศัยในบ้านม่วงริมยาม ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดสกลนครและจังหวัดนครพนม (สาเหตุที่เรียก บ้านม่วงริมยาม ก็เพราะมีแม่น้ำยามไหลผ่าน) บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการทำการเพาะปลูกจึงส่งผลให้มีราษฎรจากต่างถิ่นอพยพเข้ามาสร้างหลักปักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ การอาศัยแม่น้ำเป็นเส้นทางการคมนาคมจึงทำให้ชาวไทโย้ยสามารถเลือกทำเลตั้งถิ่นฐานได้เพราะลำน้ำยามเชื่มต่อกับบแม่น้ำโขงสิ่งหนึ่งที่พอจะสันนิษฐานว่าชาวไทโย้ยที่อพยพเข้ามาจึงไม่ถูกกีดกันจากฝ่ายไทย อาจเป็นเพราะขณะนั้นพลเมืองไทยยังมีน้อย การได้คนมาเพื่อเป็นแรงงานในการพัฒนาบ้านเมืองจึงอาจเป็นสิ่งที่ต้องการ และอีกประการหนึ่งอาจเป็นเพราะในสมัยรัชกาลที่ 2 นั้นดินแดนประเทศลาวเป็นเขตการปกครองของไทย การเคลื่อนย้ายจึงทำได้สะดวกดังจะเห็นได้จากหลักฐานปรากฏ ซึ่งรัชกาลที่ 2 ได้ทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองครองเวียงจันทน์
                “...ครั้นถึงปีชวด  จุลศักราช  1166  พุทธศักราช 2357  พระเจ้าเชษฐา  เจ้าเมืองเวียงจันทน์ถึงแก่พิราลัย  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เจ้าอนุวงศ์ขึ้นครองราชย์กรุงเวียงจันทน์สืบมา..”
                ต่อมาในปี พ.ศ.2370   ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์เจ้าเมืองเวียงจันทน์คิดกบฏทำศึกสาเหตุเพราะต้องการแยกตัวออกเป็นอิสระจากไทย กองทัพจากกรุงเทพฯยกขึ้นไปปราบ เข้าตีทัพเจ้าเมืองอนุวงศ์แตกยึดเมืองเวียงจันทน์ได้ เจ้าอนุวงศ์หนีไปอยู่ที่เมืองมหาชัยกองแก้ว โดยนำตัวพระบรมราชา (ม้ง) เจ้าเมืองนครพนมไปด้วย ในปี พ.ศ. 2357 กองทัพพระยาราชสุภาวดียกติดตามไปตีเมืองมหาชัยกองแก้ว เจ้าเมืองหนีไปเมืองญวน และถึงแก่กรรมที่เมืองญวน(2)
..................................................
( 1 ) ดำรงรานุภาพ,สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยา. นิทานโบราณคดี หน้า 342 – 347
( 2 ) สุรัตน์  วรางรัตน์ ไทยศึกษา หน้า 58

                ในระหว่างที่เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ก่อการกบฏ จากข้อความในสารตราตั้งเมืองอากาศอำนวยดังกล่าวมาแล้ว เชื่อว่าชนกลุ่มชาติพันธุ์โย้ยส่วนหนึ่งได้เคยตั้งบ้านมืองอยู่ไม่ห่างจากแม่น้ำโขงมากนัก เช่นเดียวกับชาวย้อซึ่งตั้งถิ่นฐานที่เมืองไชยสุตอุตตบุรี เมืองไชยบุรีในเวลาต่อมาและผู้นเหล่านี้ถูกเจ้าอนุวงค์กวาดต้อนกลับไปทางฝั่งซ้ายอีกครั้งหนึ่ง   เมื่อมีการเกลี้ยกล่อมผู้คนอีกครั้งหนึ่ง หลัง พ.ศ.2380เป็นต้นมาจึงปรากฏว่ามีผู้คนจากเมืองต่างๆ เช่น เมืองหอมท้าว อัตปือสุวรรณเขต ท่าแขก โดยเฉพาะเมืองหอมท้าวได้มีผู้นำชื่อท้าวเพีย ติวซอย (1) นอกจากนี้ยังปรากฏชื่อผู้นำอีกบางคนเช่นท้าวสีสุราช  ท้าวจันทนาม ท้าวนามโคตร ได้นำไพร่พลกลุ่มนี้มีจำนวนมากถึงสองพันสามร้อยสามสิบเก้าคน พากันอพยบข้ามแม่น้ำโขงเข้าเลือกหลักแหล่ง เพื่อตั้งบ้านเรือนทำมาหากิน ในจำนวนนั้นมีท้าวเพียคนหนึ่งได้อพยบไปอยู่ฝั่งโขงและไม่ได้ปฎิบัติตามทำเนียมที่เคยปฎิบัติ ท้าวเพียรู้สึกถึงความผิดและโทษของตนจึงได้อพยบถึงครอบครัวกลับมบ้านม่วงริมยามอย่างเดิม การตั้งหลักแหล่งที่บริเวณบ้านม่วงริมยามนี้ถือว่าอยู่ในเขตแดนเมืองสกลนคร ตามข้อความในสารตราตั้งเมืองสกลนคร พ.ศ.2380 ตอนหนึ่งกล่าวว่า“....ได้จัดแจงแบ่งปันเขตแดนเมืองสกลนคร ข้างตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่บ้านนามน  บ้านกุดสะมาลย์ บ่อสระอือ บ้านบาตรตัดไปริมฝั่งอูนข้างเหนือ ตั้งแต่ปากน้ำยามข้างเหนือไปบ้านพระหัวพันนา ข้นไปปรายน้ำห้วยสงครามข้างใต้เป็นเขตแดนเมืองสกลนคร..” หลังจากนั้นไม่นานนักเกิดความผันผวนในกลุ่มชาวโย้ยที่ไม่ยอมสมัครใจอยู่กับพระยาประจันตประเทศธานีพระสุนทรราชวงศา จึงได้แจ้งความมาถึงลูกขุนศาลาในกรุงเทพฯกล่าวว่าท้าวสีสุราชและท้าวเพียทั้งปวงสมัครมาทำราชการขึ้นกับเมืองนครพนม พระสุนทรราชวงศาได้กล่าวร้องขอชำระเอาครอบครัวพวกท้าวเพีย ติวซอย  ท้าวสีสุราช  มาตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ บ้านม่วงริมยาม ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองไชยบุรี  เมืองท่าอุเทน  เมืองสกลนครต่อกับเมืองนครพนม  จำนวนผู้คนเมื่อครั้งตั้งเมือง มีพระสงฆ์  สามเณร คนชรา คนพิการ 109 คน ชายฉกรรจ์  240 คน รวมทั้งหญิงชายใหญ่น้อยจำนวน 2,339  คน  พระสุนทรราชวงศา จึงขอยกบ้านม่วงริมยามเป็นเมือง  ขอท้าวสีสุราชเป็นเจ้าเมือง  ท้าวจันทนามเป็นราชวงศ์  ท้าวนามโคตรเป็นราชบุตร(3)
..........................................................................................
(1)กองจดหมาย้หตุแห่งชาติ จดหมายเหตุ ร. 4 สารตราตั้งเมืองนครพนม เรื่องตั้งเมืองอากาศอำนวย  จ.ศ. 1215 (พ.ศ. 2396)  เลขที่  31.
(2)อ้างอิงจากธวัช  บุญโนทกอิสาน : อดีต  ปัจจุบันและอนาคต  กล่าวว่า ก่อนการปกครองหัวเมืองขึ้น  ภาคอิสานปกครองด้วยระบบอาญาสี่  คือ เจ้าเมือง อุปราช  ราชวงศ์ และราชบุตร มีท้าวเพียเป็นขุนนางขั้นรองๆ แบ่งส่วนราชการออกเป็นแขวง ตาแสง(ตำบล) และบ้าน
(3)กองจดหมายเหตุแห่งชาติ.สารตราถึงเมืองสกลนคร เรื่อง เมืองอากาศอำนวย จ.ศ.1215(พ.ศ.2396) เลขที่ 65
ซึ่งในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านม่วงริมยามขึ้นเป็นอากาศอำนวยและโปรดเกล้าฯแต่งตั้งท้าวสีสุราชเป็นหลวงพลานุกูล  ท้าวจันทนามเป็นอัครวงศ์  ท้าวนามโคตรเป็น วรบุตร พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องยศตามตำแหน่ง เมื่อ จ.ศ. 1215 พ.ศ.2396(1)  เมื่อได้ทรงประกาศตั้งเมืองอากาศอำนวยขึ้นแล้ว ได้ทรงมีสารตราถึงเมืองต่างๆให้จัดแบ่งเขตแดนให้แก่หลวงพลานุกูล ตั้งเมืองให้ไพร่พลทำมาหากิน เช่น  เมืองหนองหาน เมืองสกลนคร  เมืองไชยบุรี  พร้อมทั้งรายงานเขตแดนให้กรุงเทพฯทราบ โดยเฉพาะปัญหาการแยกไพร่พลไม่ขึ้นต่อเมืองสกลนคร นับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เมืองสกลนครเสียผลประโยชน์จากรายได้แรงงานและเงินส่วย  อาจก่อปัญหากระทบกระทั่วเขตแดนขึ้นได้  เจ้าพระยาจักรี  สมุหนายก  จึงได้มีสารตราถึงพระยาประจันตประเทศธานี  เจ้าเมืองคนต่อมา  ตลอดจนอุปฮาด ราชวงศ์  ราชบุตร  เมืองสกลนคร ขออย่าให้อาลัยอาวรณ์ในเขตแขวงซึ่งต้องแบ่งปันไปเลยและขอให้ช่วยทำนุบำรุงหลวงพลานุกูลอย่างที่เคยเป็นมา (2) ถ้าพิจารณาข้อมูลแล้วจะเห็นได้ว่าเมืองอากาศอำนวยในช่วงแรกที่บ้านม่วงริมยามได้มีการยื้อแย่งผู้คนกันระหว่างเจ้ามเมืองนครพนมและเจ้าเมืองสกลนคร โดยมีข้ออ้างสำคัญคือ ความต้องการของท้าวเพียไพร่พลเป็นสำคัญ  ส่วนเหตุผลในการขอตั้งบ้านเมืองนั้น เจ้าเมืองผู้ขอพระราชทานตั้งเมืองจะรายงานว่า  มีผู้คนจำนวนมาก พื้นที่ตั้งเมืองมีทำเลกว้างขวาง มีที่นาทำมาหากินบริบูรณ์ ไม่อยู่ใกล้ชิดเขตแดนเมืองหนึ่งเมืองใดมากเกินไป โดยเฉพาะบ้านม่วงริมยามนั้นเหมาะที่จะตั้งเมืองเพราะตั้งอยู่ระหว่างเมือง 3  เมือง  ระยะทางไม่ห่างจากกันมากนัก  คือ ไปเมืองไชยบุรี ทาง 3 คืน จะไปเมืองท่าอุเทน ทาง 3 คืน และจะมาเมืองนครพนม ทาง 4 คืน ซึ่งก็ปรากฏว่าแม้จะมีการขอตั้งเมืองต่างๆขึ้นมาด้วยเหตุผลต่างๆแต่พบว่าชาวโย้ยส่วนหนึ่งเกิดการเคลื่อนย้ายออกจากเมืองอากาศอำนวย เพื่อหาแหล่งทำมาหากินในพื้นที่ที่เหมาะสมกว่า จึงทำให้ประชากรลดลงตามลำดับ  ในขณะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีสารตราส่งไปยังเมืองต่างๆเพื่อให้มีการควบคุมดูแลหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ดังมีข้อความปรากฏดังนี้
................................................................
(1)  กองจดหมายเหตุแห่งชาติ.สารตราถึงเมืองสกลนคร เรื่อง เมืองอากาศอำนวย จ.ศ.1215(พ.ศ.2396) เลขที่ 65
(2)  กองจดหมายเหตุแห่งชาติ จดหมายเหตุ ร. 4 สารตราตั้งเมืองนครพนม เรื่องตั้งเมืองอากาศอำนวย  จ.ศ. 1215 (พ.ศ. 2396)  เลขที่  31.
 
                “...นายไพร่ยกครอบครัวอยู่กับหัวเมืองใด  ยกให้อยู่ทำราชการขึ้นอยู่กับหัวเมืองนั้น ถ้าหัวเมืองบ่าวไพร่มาก  ควรจะตั้งเป็นเมือง ก็ให้จัดแจงตั้งเป็นเมืองและให้ทำราชการกับหัวเมืองใหญ่ดังแจ้งอยู่แล้ว..”(1)
                การบริหารราชการเมืองอากาศอำนวย  รัชกาลที่ 4  ทรงมีสารตราและกำหนดให้มีการบริหารงานโดยให้มีการแต่งตั้งท้าวเพียไว้ให้ครบตามตำแหน่งหัวเมืองทั้งปวง  เพื่อจะให้ได้ช่วยกันรักษาบ้านเมือง ครอบครัวไพร่ให้อยู่เป็นสุข  กรณีเกิดมีเรื่องราวฟ้องร้องกันให้ตัดสินให้สำเร็จตามกฎหมายอย่างธรรมเนียมบ้านเมือง  ดังสืบมาแต่ก่อนและให้ชาวบ้านทำนุบำรุงหลวงพลานุกูลอย่างที่เคยเป็นมา  (2)  
                ในปี พ.ศ. 2402  ทางกรุงเทพฯได้มีใบบอกให้หัวเมืองลาว ภาคตะวันออก  ส่งส่วยกระบือแทนผลร่วมเมืองอากาศอำนวย 35  ตัว
                ในรัชกาลที่ 5  เหตุการณ์เมืองญวนไม่สงบ  พวกญวนเข้ามาสร้างความเดือดร้อนอยู่เนืองๆ พรองค์ได้แต่งตั้งข้าราชการดูแลเมืองต่างๆ ป้องกันรักษาด่านไม่ให้ญวนเข้ามา เช่น ให้ราชบุตร(เหม็น) เป็นพระภูวดลบริรักษ์ ยกบ้านโพหวาเป็นเมืองภูวดลสองอยู่ฟากโขง  ฝั่งซ้ายริมแม่น้ำเซบั้งไฟ  โดยให้ขึ้นกับแขวงเมืองสกลนคร  และแต่งตั้งให้ท้าวเทพกัลยาหัวหน้าไทโย้ยเป็นพระสิทธิศักดิ์ประสิทธิ์เป็นเจ้าเมือง  ยกบ้านโพนสว่างหาดยาวริมน้ำปลาหางเป็นเมืองสว่างแดนดิน  ขึ้นกับแขวงเมืองสกลนคร  ในสมัยนี้มีชาวไทโย้ยเข้ามาบริหารบ้านเมือง
                ต่อมาในปี พ.ศ. 2415  พระยาประจันตประเทศธานี เจ้าเมืองสกลนคร มีใบบอกขอแต่งตั้งตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้ว่าราชการ  ด้วยเมืองสกลนครมีเมืองขึ้นถึง  6  เมือง  ราชการมีมากขอให้ท้าวโง่นคำบุตรราชวงศ์(อิน) คนเก่า รับราชการตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าราชการเมืองมีตำแหน่งหนึ่ง   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  โปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ท้าวโง่นคำเป็นพระศรีสกุลวงศ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสกลนครและต่อมาปี พ.ศ. 2458  ได้มีการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองใหม่เทศาภิบาลมณฑลอุดรธานี  ได้มาตรวจราชการที่อำเภออากาศอำนวย  เห็นว่า  การคมนาคมและการติดต่อไปมากับจังหวัดนครพนมไม่สะดวก  เพราะอำเภออากาศอำนวยอยู่ห่างจากจังหวัดมาก  จึงได้ขอเสนอแบ่งเขตการปกครองใหม่โดยยุบอำเภออากาศอำนวยเป็นตำบลอากาศ  แล้วขึ้นต่อการปกครองของอำเภอวานรนิวาส  จังหวัดสกลนคร
...................................................................
(1)  กองจดหมายเหตุแห่งชาติ.สารตราถึงเมืองสกลนคร เรื่อง เมืองอากาศอำนวย จ.ศ.1215(พ.ศ.2396) เลขที่ 65
(2) กองจดหมายเหตุแห่งชาติ.จดหมายเหตุ ร. 4  เล่ม 2 ตอน 1-2  จ.ศ.1215-1216(พ.ศ.2396-2397) เล่ม 65 เรื่องที่ 4  เรื่องถึงเมืองหนองหาน เมืองไชยบุรี ให้จัดแจงแบ่งให้เมืองอากาศอำนวยโดยสมควร
                การยุบอำเภออากาศอำนวยช่วงนั้นถือว่าเป็นช่วงที่สำคัญที่มีชุมชนหนาแน่นในตอนปากน้ำสงครามและมีความพยายามที่จะตั้งเป็นอำเภอหรือกิ่งอำเภอและยังไม่สามารถหาชื่อกิ่งอำเภอได้เหมาะสม ดังจะเห็นว่า ได้มีการรวบรวมผู้คนจากตำบล  7  ตำบล คือ  บ้านแพง  บ้านแวง  นาทม  บ้านข่า  บ้านเดื่อ   บ้านาหว้า  และบ้านสามผง  ขอตั้งเป็นกิ่งอำเภอขึ้นที่บ้านสามผง โดยใช้ชื่อว่ากิ่งอำเภออากาศอำนวย ในปี  พ.ศ. 2469   แต่กิ่งอำเภอแห่งนี้มีปัญหาน้ำท่วมที่ว่าการกิ่งอำเภอในฤดูน้ำหลาก  ทางราชการจึงสถานที่ตั้งกิ่งอำเภออากาศอำนวยแห่งใหม่ที่บ้านเวินชัย ซึ่งอยู่ใกล้ลำน้ำสงคราม แต่มีปัญหาเช่นเดียวกันกับที่บ้านสามผง  ในที่สุดก็ย้ายมาตั้งกิ่งอำเภอที่บ้านท่าบ่อ  ซึ่งตั้งอยู่ที่ปากน้ำสงครามบรรจบลำน้ำยาม ในบริเวณแห่งนี้ถึงแม้ว่าจะอุดมสมบูรณ์ด้วยปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ แต่ปัญหาน้ำท่วมบริเวณที่ทำการสำคัญๆ ของรัฐบาลในฤดูน้ำหลาก ทำให้ไม่สะดวกในการติดต่อราชการของราษฎร  จึงได้มีการยุบกิ่งอำเภออากาศอำนวยที่บ้านท่าบ่อเสียและตั้งกิ่งอำเภอแห่งใหม่ขึ้นที่บ้านศรีสงคราม ไม่ห่างจากบ้านท่าบ่อมากนัก ใน  พ.ศ. 2496 (1)
                หลังจากนั้นมาอีก  10  ปี ในปี พ.ศ. 2506   จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้มาตรวจราชการที่ภาคอีสาน  ได้พิจารณาเห็นว่าราษฎรใน  4  ตำบลคือ วาใหญ่  อากาศ  โพนแพง  โพนงาม  อยู่ห่างไกลจากอำเภอวานรนิวาส  การติดต่อกับอำเภอไม่สะดวก ประกอบกับปัญหามีผู้ก่อการร้ายแทรกซึม จึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภออากาศอำนวย  ขึ้นกับอำเภอวานรนิวาส  เมื่อวันที่  15  พฤษภาคม  พ.ศ. 2506  จนถึงวันที่  2  กรกฎาคม  พ.ศ. 2508  จึงได้รับการยกระดับขึ้นเป็นอำเภออากาศอำนวยจนถึงปัจจุบัน (2)
 ..........................................
(1)  ปูมเมืองสกลนคร  เนื่องในโอกาสฉลอง  150  ปี  เมืองสกลนคร  17  สิงหาคม  2531  หน้า  20
(2)  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร  ประวัติจังหวัดสกลนคร  หน้า  45





5 stars เฉลี่ย : 5 จาก 1 ครั้ง.

บทความทางวิชาการ5 อันดับล่าสุด

      100 อันดับโรงเรียนที่ดีที่สุดในภาคอีสาน ปี 2556 26/ธ.ค./2556
      สุดยอดวิดีโอยอดนิยมประจำปีนี้ทั้ง 10 อันดับ 15/ธ.ค./2556
      10 บุคคลสำคัญของโลก 15/พ.ย./2556
      ยุคของคอมพิวเตอร์ 14/ก.ย./2556
      วันวิทยาศาสตร์มีความเป็นมาอย่างไร 15/ส.ค./2556




ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ krutawee07@gmail.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป